ข้อความข้อความข้อความข้อความข้อความข้อความข้อความ
พื้นที่โฆษณา
120x120
081-906-6616 แสดงทุกหน้า
พื้นที่โฆษณา
120x120
081-906-6616 แสดงทุกหน้า
พื้นที่โฆษณา
120x120
081-906-6616 แสดงทุกหน้า
พื้นที่โฆษณา
120x120
081-906-6616 แสดงทุกหน้า
พื้นที่โฆษณา
120x120
081-906-6616 แสดงทุกหน้า
พื้นที่โฆษณา
720x90
081-906-6616 แสดงทุกหน้า

ข้อความ
ข้อความ

A A A A ผู้เขียน หัวข้อ: ทดลองขับ Isuzu MU-X 3.0 VGS  (อ่าน 689 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 03, 2013, 12:26:34 AM
  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 283
    • ดูรายละเอียด
ทดลองขับ Isuzu MU-X 3.0 VGS : ครั้งแรกในโลก
เป็นการทดลองขับและรีวิวโดยคุณ Moo Cnoe แห่ง headlightmag.com
ภาพและบทความรีวิวทั้งหมดมาจาก
http://www.headlightmag.com/main/index.php?option=com_content&view=article&id=6799

 

นับจากวันที่ All New D-Max กระบะประจำค่าย Isuzu เปิดตัวไปเมื่อ เดือนตุลาคม 2011
อันเป็นปีที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย  เราต้องรอกันนานถึง 2 ปีเต็มๆ
กว่าจะได้เห็น SUV รุ่นใหม่ของ Isuzu ที่ใช้พื้นฐานร่วมกับ All New D-Max

ข่าวจากวงในอุตสาหกรรมยานยนต์ หลายๆแหล่ง หลุดออกมามากมาย ว่า ISUZU ตัดสินใจ
จะไม่ทำรถยนต์ประเภทนี้แล้ว ไม่ว่าจะด้วยหลากหลายเหตุผลอันใดก็ตาม แต่หลังจากนั้น
ก็มีกระแสข่าวยืนยันว่า โครงการนี้ยังคงเดินหน้าไปเหมือนเดิม และ ณ วันนี้มันก็ถูกเปิดตัว
สู่สายตาของสาธารณะชน ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ห้อง Royal
Paragon Hall ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้า Siam Paragon

พร้อมกับการปรับภาพลักษณ์สำคัญ ด้วยการเปลี่ยนชื่อรุ่นจาก MU-7 เดิม มาเป็น MU-X
(อ่านว่า มิว-เอ็กซ์) เพื่อหวังจะลบภาพเดิมของรถยนต์รุ่นก่อน ให้หมดไปจากใจลูกค้า
ด้วยสโลแกนที่ว่า "เอกสิทธิ์แห่งผู้นำ PRIVILEGE of the LEADER " แถมยังดึง
คุณก้อง สหรัฐ สังคปรีชา หรือ ก้อง Nuvo มาเป็น Presenter ในภาพยนตร์โฆษณา
กันอีกด้วย เรียกได้ว่า เก็บความลับได้ดีจนถึงวันเปิดตัวเลยทีเดียว

บังเอิญว่า ผมได้รับบัตรเชิญจาก ISUZU Metro ให้ไปร่วมงาน ISUZU MU-X VIP DAY
ที่สโมสรราชพฤกษ์ (North Park Golf & Sports Club) จึงได้มีโอกาสสัมผัสและทดลองขับ
เจ้า MU-X ใหม่นี้ในระยะเวลาพอสมควร

ดังนั้น เราไปดูกันเลยดีกว่า ให้หายสงสัย ว่าตัวรถนั้นเป็นอย่างไร? และดีพอให้คุณ
เซ็นใบจองเป็นเจ้าของ หรือเปล่า?



MU-X ใหม่ มีความยาวตัวถัง 4,825 มิลลิเมตร กว้าง 1,860 มิลลิเมตร สูง 1,860
มิลลิเมตร (ในรุ่น 3.0 ลิตร) และสูง 1,830 มิลลิเมตร (ในรุ่น2.5 ลิตร) และมีระยะ
ฐานล้อยาว 2,845 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ MU-7 รุ่นเดิม ที่ยาว 4,955 มิลลิเมตร กว้าง 1,800 มิลลิเมตร
สูง 1,805 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ 3,050 มิลลิเมตร จะพบว่า MU-X ใหม่
จะมีตัวถังสั้นลงกว่า MU-7  130 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 60 มิลลิเมตร สูงขึ้น 55
มิลลิเมตร และระยะฐานล้อสั้นลง 205 มิลลิเมตร

เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่าง Toyota Fortuner ซึ่งมีความยาว 4,705 มิลลิเมตร
กว้าง 1,810 มิลลิเมตร สูง 1,850 มิลลิเมตร และฐานล้อยาว 2,750 มิลลิเมตร
จะเห็นได้ว่า MU-X นั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าทุกมิติ ยาวกว่า 120 มิลลิเมตร
กว้างกว่า 50 มิลลิเมตร สูงกว่า 10 มิลลิเมตร และฐานล้อยาวกว่า 95 มิลลิเมตร

และถ้าเทียบกับ Mitsubishi PajeroSport ที่มีขนาดตัวถังยาว 4,695 มิลลิเมตร
กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,840 มิลลิเมตร และฐานล้อยาว 2,800 มิลลิเมตร
แล้วนั้นจะยิ่งพบว่า MU-X ก็มีขนาดตัวถังใหญ่กว่าทุกมิติเช่นเดียวกัน ยาวกว่า
130 มิลลิเมตร กว้างกว่า 45 มิลลิเมตร สูงกว่า 20 มิลลิเมตร และฐานล้อ
ที่ยาวกว่ากันอยู่ 45 มิลลิเมตร

หรือต่อให้เปรียบเทียบกับ Chevrolet Trailblazer ที่ใช้พื้นฐานโครงสร้างตัวถัง
เดียวกัน ซึ่งมีความยาว 4,878 มิลลิเมตร กว้าง 1,902 มิลลิเมตร สูง 1,831 มิลลิเมตร
และระยะฐานล้อที่ 2,845 มิลลิเมตร ก็จะเห็นได้ว่ามีความต่างของขนาดตัวถังอยู่
ไม่มาก MU-X จะสั้นกว่า 53 มิลลิเมตร กว้างน้อยกว่า 42 มิลลิเมตร สูงกว่า 29
มิลลิเมตร และระยะฐานล้อที่เท่ากัน

นั่นเท่ากับว่า MU-X ใหม่จะมีขนาดตัวถังที่ยาวกว่า Fortuner และ Mitsubishi
Pajero Sport อยู่ประมาณ 12-13 เซนติเมตร แต่กว้างไล่เลี่ยกันอยู่ในระดับ
มากน้อยกว่ากันแค่ 4-5 เซนติเมตร และระยะฐานล้อที่ยาวกว่ากันอยู่นิดหน่อย
แต่จะเล็กกว่า Trailblazer อยู่นิดหน่อยเช่นกัน



เส้นสายภายนอกของโครงสร้างตัวถังหลักๆจะคล้ายกับฝาแฝดร่วมโครงการพัฒนา
อย่าง Chevrolet Trailblazer แต่จะมีชุดหัวตัดด้านหน้า และด้านท้าย รวมไปถึงซุ้มล้อ
เส้นสายของประตูด้านข้างที่ต่างกัน

เมื่อเทียบกับ MU-7 รุ่นเดิมแน่นอน มันดูกระฉับกระเฉงขึ้น ดูหนุ่มมากยิ่งขึ้น แต่ยัง
คงบุคลิกของ Isuzu ที่ทุกคนคุ้นเคยเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระจังหน้าที่เหมือนจะ
เป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ไปแล้ว เป็นแบบฟันเขี้ยว ยื่นออกมาข้างหน้า เมื่อไปเห็น
รถคันจริงแล้ว ไม่ได้ยื่นมากอย่างที่เห็นในภาพที่ถ่ายมากันก่อนหน้านี้ อาจจะด้วย
เพราะชุดชายกันชนล่างสีเทาดำ ทำให้มันดูยื่นออกมามากกว่าที่มันควรจะเป็น

ชุดไฟหน้ามีความแตกต่างจาก D-max อยู่ในระดับหนึ่ง ดีไซน์เส้นสายถูกปรับให้
โฉบเฉี่ยวมากขึ้นสังเกตจากเส้นไฟเลี้ยวจะตวัดขึ้นไปที่มุม รวมไปถึงวัสดุในตัวโคม
ที่เป็นโครเมี่ยมสีเงิน แทนที่จะเป็นสีดำที่ดูดุดัน ทำให้ภาพรวมของไฟหน้าดูโฉบเฉี่ยว
และหรูหรามากขึ้นกว่า D-max

ชุดกันชนล่าง ทำเป็นมุมเกือบๆ 45 องศาซึ่งดีไซน์ตรงนี้คล้ายๆกับ Honda CR-V Gen3
อยู่ไม่น้อย แปะแถบ Daytime Running Light ไว้บนไฟตัดหมอกข้างละ 4 ดวง แสงสว่าง
ก็ไม่จ้ามากครับ แต่ถ้าจะให้ดี ผมมองว่า เอา DRL เนี่ยไปไว้อยู่ในโคมไฟหน้าตรงแถบ
ไฟเลี้ยวยาวทั้งแถบจะดูหรูขึ้นอีกเป็นกองเลย

ซุ้มล้อด้านหน้าและด้านหลัง ถูกดีไซน์มาใหม่ให้แตกต่างจาก Trailblazer แต่ได้กลิ่นอาย
มาใจาก D-max คือจะเป็นซุ้มโค้งมนๆ รับกับล้อขนาด 17 นิ้วลาย 6 ก้านลายใหม่ในรุ่น
3.0 ลิตร และขนาด 16 นิ้ว 6 ก้าน เหมือนกับ D-max ในรุ่น 2.5 ลิตร

ด้านท้ายดีไซน์ฝาท้าย คิ้วขอบ และไฟท้ายให้ต่างจาก Trailblazer พอสมควร แต่!!! ทำไม
ไม่ยอมใส่ไฟท้ายแบบหลอด LED มาให้ทั้งๆที่ใน D-max รุ่น Spacecab Hilander ราคา
คันละ 7 แสนกว่าบาท ยังมีให้เลย เพราะถ้าใส่มาจะทำให้ชุดไฟท้ายสวยขึ้นอีกมาก



การเข้าออกทำได้ง่ายไม่มีปัญหาอะไร และไม่แตกต่างจากทั้ง D-Max กับ Trailblazer
มีมือจับโหนให้ที่เสา A ทั้งฝั่งคนนั่งและคนขับ แถมยังมีมือจับโหนบนเพดาน ที่กลุ่ม
พี่ J!MMY และ The Coup Team เรียกมันว่า ศาสดา (ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ยามคนขับ
ก่อความหวาดเสียว) มีมาให้ทั้ง 4 ตำแหน่ง เป็นแบบพับเก็บได้ Smooth ดี

กุญแจเป็นแบบ Smart Entry ในรุ่น 3.0 ลิตร เป็นรายแรกของกลุ่ม SUV/PPV นี้

ภายในจากเบาะหนังสีน้ำตาลเปลี่ยนมาเป็นเบาะหนังสีเบจออกขาว ผมมองว่าสีน้ำตาล
ก็ดูสวยดีและเป็นจุดเด่นด้วยซ้ำ แต่เข้าใจว่าอยากจะให้ดูแตกต่างจาก D-max และดูหรูขึ้น
เลยออกมาเป็นสีนี้ มันก็ดูโอเค ไม่แย่ครับแต่ดูแนวโน้มแล้ว ท่าทางจะเลอะง่ายแน่ๆ

ฟองน้ำที่ใช้ทำเบาะมีลักษณะแน่นขึ้น แข็งขึ้นจาก D-max ลายของเบาะจะเหมือนกัน
แต่ลักษณะการนูนขึ้นของลายจะต่างกันเล็กน้อย ไม่สังเกตอาจจะไม่รู้สึก เบาะนั่งฝั่ง
คนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะนั่งคู่หน้ายังคงเป็นทรงเดิมที่นั่งสบาย ไม่มีปัญหาใดๆ
โดยส่วนตัว ผมนั่งแล้วรู้สึกสบายกว่าเบาะคู่หน้าใน Pajero Sport แต่จะไม่กระชับเท่า

ตำแหน่งวางแขนบนแผงประตูหน้ากำลังพอดี มีการบุหนังเดินตะเข็บมาให้บริเวณข้างๆ
แต่สำหรับที่วางแขนบนคอนโซลกลางยังอยู่ในตำแหน่งที่สั้นไปนิด สวิตซ์กระจกหน้าต่าง
ไฟฟ้าก็เหมือนกันกับใน D-max



ส่วนประตูด้านหลังก็ทำได้ดีสำหรับคนทั่วไป เข้าออกพอใช้ได้ แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้ว
ด้วยตัวรถที่สูงก็อาจจะเข้าออกได้ไม่สะดวกนัก เช่นเดียวกับ Trailblazer แต่จะมีช่องมือจับ
ที่เพิ่มเข้ามาบริเวณขอบตัวถังด้านใน ให้เราสามารถยึดโหนตัวขึ้นรถ ได้สะดวกขึ้นมากกว่า
รวมถึงมีมีจับสำหรับเบาะนั่งแถวที่สามเพิ่มขึ้นมาอีกฝั่งละจุดด้วย

สำหรับเบาะนั่งแถวที่สองและแถวที่สาม โครงสร้างเหมือนกันกับ Trailblazer จึงไม่แปลก
ที่จะมีปัญหา กับหมอนรองศีรษะทรง L คว่ำ เหมือนกัน เพราะมันมักจะดันต้นคอของคุณ
ทั้งในยามปกติ และเมื่อยกขึ้นใช้งาน

แต่สิ่งที่ค่อนข้างจะต่างกันคือ วัสดุและงานประกอบภายในที่จะเนี้ยบและ เรียบร้อยกว่า
Trailblazer อยู่พอสมควร วัสดุที่ใช้หุ้มเบาะจะดีกว่า ฝีตะเข็บการเย็บก็เรียบร้อยกว่า รวมถึง
วัสดุผ้าสักหลาด บนแผงด้านหลังเบาะแถวที่3 ก็ให้สัมผัสที่ดีกว่า



เบาะแถวที่สาม สำหรับคนไซส์ใหญ่แบบผม ซึ่งสูงประมาณ 174 เซนติเมตร ก็นั่งได้
หัวจะเกือบชนพอดีๆ นั่งในระยะสั้นๆ พอได้ครับ เข่าไม่ติดกับเบาะแถวที่สองแต่เกือบๆ
แต่จะให้ดีที่นั่งแถวสามนี้ สงวนสิทธิ์ไว้ให้เด็กๆ หรือคนตัวเล็กๆจะดีกว่า เพราะเบาะ
แถวสามไม่สามารถปรับเอนได้ พนักพิงค่อนข้างตั้งชันนิดหน่อย

การปรับพับเบาะก็เหมือนกันกับ Trailblazer ไม่มีผิดเพี้ยน เบาะแถวที่สองใช้ระบบ
One Action คือมีที่ปรับพับเบาะอยู่ บริเวณมุมซ้ายบนของพนักพิงหลัง ดึงขึ้นครั้งเดียว
ก็สามารถพับเก็บรวมกัน เข้าออกได้ มีที่ปรับพนักพิงหลังเบาะแถวที่ 2 ด้วย เบาะรองนั่ง
แถวที่สองก็เหมือนเช่นเคย คือค่อนข้างสั้น เป็นลักษณะเดียวกันหมดสำหรับรถกลุ่มนี้
เพราะต้องออกแบบให้สามารถปรับพับได้สะดวก จึงไม่สามารถเลื่อนหน้า-หลังได้
เหมือนกัน ทุกค่าย ส่วนพื้นที่วางขาก็มีมาให้เพียงพอครับ



ฝาท้ายเมื่อเปิดออกมา จะเห็นกับยางกันกระแทกเพิ่มมาให้จากที่ไม่มีใน Trailblazer
มีกล่องเก็บของด้านหลัง (เห็นหลายคนบอกว่าเหมือนกล่องเก็บงู ฮ่าๆๆ) คล้ายๆกับที่
อยู่ใน Pajero Sport ทำให้เวลาพับเบาะแถวสามและแถวสองจะทำให้พื้นราบเรียบไป
ทั้งหมด แต่กล่องจะทำมาไม่เต็มชิดพื้นที่ด้านข้างเพราะสามารถถอดออกได้ เพดานมี
ไฟส่องด้านหลัง มีที่เสียบชาร์จ 12V 120W และขอเกี่ยวตาข่ายใส่สัมภาระให้ ซึ่งมัน
สามารถถอดออกได้

ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังก็มีมาให้ครบ เย็นทั่วถึงทั้งคัน ดีไซน์เป็นช่องกลม
เหมือนใน Trailblazer ดูเหมือนช่องแอร์บรถเมล์ปรับอากาศ หรือรถตู้ Commuter แหม่ !
อุตส่าห์มาทีหลังน่าจะปรับปรุงดีไซน์นิดนึงเนอะ !! มีสวิตซ์แยกปรับความแรงลมสำหรับ
แอร์ตอนหลังมาให้ รวมถึงมีสวิตซ์เปิดปิดแอร์หลังพร้อมไฟแสดงสถานะที่คอนโซลหน้า



ภายในก็ยกชุดมาจาก D-max ทั้งหมด แต่มีการเปลี่ยน Trim หรือวัสดุตกแต่งเพิ่มเข้ามาเป็น
ลายไม้ ตอนแรกผมได้ยินว่าลายไม้ก็แอบเซ็งนิดนึง ว่าลายไม้แบบผิวมันๆ ดูแก่ๆ แบบใน
MU-7 ตัวแรกๆ จะกลับมาหลอกหลอนอีกหรือไม่ - -*

แต่เมื่อได้เห็นลายไม้ตัวจริงแล้ว ค่อนข้างรู้สึกดีกว่าที่คิดไว้มากๆๆๆๆ เพราะมันเป็นลายไม้
แบบผิวด้าน มี Texture ผิวสัมผัสที่ดี โทนสีไม่เข้มไม่อ่อน กำลังดี เหมือนงานเฟอร์นิเจอร์ไม้
ภายในบ้านยุคใหม่ๆ

รายละเอียดหลายๆอย่างมีการตกแต่งด้วยสีเงินเพิ่มเติมจาก D-max เช่นฐานเกียร์ โค้งซุ้มมาตรวัด
และปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย แต่...บริเวณปุ่มบนพวงมาลัยฝั่งขวา กลับใช้แผ่นสีเงินปิดไว้

โถ่ !!!! ทำไมไม่ใส่ Cruise Control มาให้ซักที นอกจากฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกมากขึ้นแล้ว
มันยังทำให้พวงมาลัยดูเต็มสัดส่วน และสวยมากขึ้นด้วย ทำไมยังไม่ใส่มาซักที ผมว่ารถระดับนี้
ควรจะมีมาให้ได้แล้ว

ชุดมาตรวัดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการใช้วัสดุโครเมี่ยมมาใช้รอบวงมาตรวัด
รายละเอียดตัวเลขและขีดบอกปริมาณต่างจาก D-max รวมไปถึงเข็มก็เปลี่ยนจากสีขาว มาเป็นสีแดง

มีการปรับปรุงช่องเก็บของด้านบนจากเดิมใน D-max ที่เปิดยากก็เปิดง่ายขึ้น

สำหรับรุ่น 3.0 จะมีเครื่องเสียง DVD พร้อมระบบนำทาง Navigation System หน้าจอ Touchscreen
ขนาด 7 นิ้วมาให้ ส่วนในรุ่น 2.5 หน้าตาคล้ายๆกัน แต่จะไม่มีระบบนำทาง ลำโพงทั้งหมด 8 ตัวแบบ
Live Surround Sound สามารถเชื่อมต่อรองรับระบบโทรศัพท์ไร้สาย Bluetooth มีช่อง USB และ
AUX กับ CD/MP3 มาให้ทุกรุ่น

ทั้งรุ่น 2.5 DVD และรุ่น 3.0 ทั้งขับ 2 และขับ 4 จะมีจอกลาง แบบ Built-in บนเพดาน ขนาดหน้าจอ
10.5 นิ้วมาให้ จอจะเป็นแบบ Built-in มาให้บนเพดานทำให้ไม่ยื่นนูนออกมามากรบกวนสายตา แต่
ขอตินิดนึง ตรงที่ลักษณะของจอกลาง จะเป็นหน้าจอแบบมัน ทำให้เวลาดูภาพอาจจะสะท้อนได้
ถ้าให้ดีควรจะทำเหมือนจอด้านหน้า ซึ่งเป็นแบบด้าน

ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติพร้อมจอแสดงผล มีมาให้ในรุ่น 3.0 ส่วนในรุ่น 2.5 จะเป็นระบบ
ปรับอากาศแบบธรรมดา สวิชต์แอร์ แบบด่านเจดีย์สามองค์ ใข้งานไม่ยาก หากต้องคลำสวิชต์
ตอนขับรถไปด้วย

Option ระบบความปลอดภัยถือว่ามีให้ครบทั้งกล้องมองภาพขณะถอยจอดให้มาตั้งแต่รุ่น 2.5 DVD
ขึ้นไป ระบบเบรก ABS/EBD/BA มีมาให้ครบทุกรุ่น ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS (ยกเว้นรุ่น 2.5 CD
จะไม่มี ความจริงแล้วรุ่น 2.5 CD จะมีขายเพียงสีเดียวคือสี เงิน น่าจะเน้นสำหรับขาย Fleet แต่
ถึงอย่างนั้นก็ตามควรจะมีถุงลมอย่างน้อยฝั่งคนขับ 1 ลูก เพราะนี่ก็ปี 2013 แล้วนะ!!! ) ส่วนระบบ
ควบคุมการทรงตัว (ESC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCS) จะอยู่ในรุ่น 3.0 ทั้งสองรุ่น



ขุมพลังเป็น Diesel มีให้เลือก 2 ขนาดด้วยกัน คือ 4JJ1-TCX บล็อก 4 สูบ DOHC วาล์ว 2,999 ซีซี
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 95.4 x 104.9 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 17.3 : 1 ระบบระบายความร้อน
ด้วยน้ำ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ Direct Injection ผ่านระบบ Common Rail
พร้อม Turbocharger แบบแปรผันครีบได้ VGS และ Intercooler กำลังสูงสุด 177 แรงม้า (PS)
ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที

และรหัส 4JK1-TCX บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,499 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 95.4 x 87.4
มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 18.1 : 1 ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดตรง
เข้าห้องเผาไหม้ Direct Injection ผ่านระบบ Common Rail พร้อม Turbocharger แบบแปรผัน
ครีบได้ VGS และ Intercooler เช่นเดียวกัน กำลังสูงสุด 136 แรงม้า (PS) ที่ 3,600 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที

ทั้งสองรุ่นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์อัตโนมัติ แบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 5 สปีด
พร้อมระบบ Revtronic สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เอง อัตราทดเกียร์เหมือนกันทั้งสองรุ่น

เกียร์ 1 - 3.520
เกียร์ 2 - 2.042
เกียร์ 3 - 1.400
เกียร์ 4 - 1.000
เกียร์ 5 - 0.716
เกียร์ถอยหลัง - 3.224

ส่วน อัตราทดเฟืองท้ายจะต่างกัน รุ่น 3.0 จะอยู่ที่ 3.727 ส่วนรุ่น 2.5 จะอยู่ที่ 3.909

เครดิต headlightmag

 
แบ่งปันกระทู้นี้...
สำหรับเว็บบอร์ด
(BBCode)
สำหรับเว็บไซต์หรือเว็บบล็อก
(HTML)



พื้นที่โฆษณา ขนาด 728x90 พิกเซล
ติดต่อ 081-906-6616